แหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมท่องเที่ยวบ้านกุดแฮด

แหวหำหด

เป็นแหลงท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ตั้งในเขตป่าชุมชนบ้านกุดแอด อยู่ห่างจากอำเภอกุดบากไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๕ กิโลเมตร และอยู่ห่างจากบ้านกุดแฮดประมาณ ๗ กิโลเมตร
ลักษณะเป็นบริเวณแนวผาของเทือกเขาภูพาน หน้าผ้ามีความยาวประมาณ ๔๐๐ เมตร จุดที่เรียกว่าเหวหำหด จะมีชะง่อนหินที่แยกตัวจากหน้าผา และความลึกของหน้าผาประมาณ ๒๕๐ เมตร

ประวัติ ในอดีตบริเวณหน้าผามักจะมีฝูงผึ้งมาทำรังอยู่หลายๆรัง ชาวบ้านกุดแฮดเรียกว่าผาผึ้ง ถ้าเราไปยืนหน้าผาจะสามารถมองไปไกล ๆ หมู่แมกไม้ธรรมชาติหลากหลายชนิดที่ขึ้นอยู่ในลักษณะสลับซับซ้อนบนยอดเขาหลาย ๆลูก แต่ถ้ามองลงไปข้างล่างในระยะใกล้จะเห็นสภาพพื้นที่หรือต้นไม้ที่อยู่ลึกลงไป และก็เกิดความรู้สึกหวาดเสียว หวาดกลัว เป็นคำกล่าวของคนอีสานทั่วไปว่า กลัวจนหำหด แต่จริง ๆแล้วมีเรื่องเล่ากันมาว่า มีผู้หญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่ง สามีพามาถางป่าจุดป่าทำไร่พริกไร่ฝ้ายบนป่าโคก และวันหนึ่งสามีได้ลงไปทางลุ่มเหวเพื่อหาอาหารป่า ฝ่ายภรรยาก็ทำงานที่สวนรอ จนนานสามียังไม่กลับมาเลยอุ้มลูกน้อยชื่อว่า บักหำ ซึ่งมีอายุ ประมาณ ๑ ปี ไปตามหา มาถึงแนวผาผึ้งก็ไปยืนริมหน้าผา ลูกน้อยก็คาสะเอวอยู่ปากก็ตะโกนด้วยความ หวาดเสียว ลูกน้อยที่แม่อุ้มอยู่ก็หดตัวกอดแม่ไว้แน่นก็เลยเป็นที่เรียกกันต่อ ๆมาว่า เหวบักหำหด ต่อมาเรียก สั้นๆว่า เหวหำหด

 

ดานออนซอน

สภาพป่าโคกบ้านกุดแฮดจะเป็นสภาพภูเขาหินทรายสลับซับซ้อนกันหลาย ๆลูกบางจุด ต้นไม้หนาแน่นเรียกว่า ดง บางบริเวณต้นไม้ขึ้นห่าง ๆ กันเรียกว่าโคก บางบริเวณจะมีลักษณะเป็นลานหินกว้าง บางจุดมีหินตะปุ่มตะป่ำ ดานออนซอนจะเป็นลักษณะลานหินบริเวณกว้าง ถ้าเราไปเที่ยวป่าศึกษาธรรมชาติและนั่งพักบริเวณดานออนซอน เมื่อมองลงมายังชุมชนจะเห็นหลังคาอาคารบ้านเรือน วัดวาอารามหลากสี เห็นทุ่งนาเขียวขจี เห็นแมกไม้สวยงาม เป็นธรรมชาติที่เมื่อไปนั่งพักจุดนี้จะรู้สึกมีความสุข สดชื่น เย็นกายสบายใจ จึงเรียกว่า ดานออนซอน

 

สำนึกปฏิบัติธรรมป่าสักวัดกุดแฮดหรือวัดป่าช้า

เป็นสำนึกปฏิบัติธรรมที่สังกัดวัดบ้านกุดแฮด มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา ดูแลสภาพป่าที่มีต้นไม้ธรรมชาติร่มรื่น เย็นสบายบริเวณสะอาดตา และที่น่าสนใจคือพระคุณเจ้าท่านเลี้ยงนกยูงโดยไม่มีการกักกขัง ปล่อยอยู่กับธรรมชาติ บางทีก็ออกไปหากินตามเทือกสวนไร่นาของชาวบ้านหรือไปหากินถึงเขตป่าโคก ป่าชุมชน แต่ชาวบ้านไม่เคยทำร้ายจึงทำให้อาศัยร่วมกันในชุมชนได้ ถ้ามาวัดในช่วงเที่ยงๆจะได้ ยินเสียงนกยูงร้องเห็นฝูงนกยูงรำแพน เห็นนกยูงเกาะบนต้นไม้ใหญ่ เห็นนกยูงที่เดินไปเดินมาตามธรรมชาติ ซึ่งน่ารักจนไม่อาจเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้คือ วัดป่าช้า

 

การบวชต้นไม้หรือบวชป่า

ณ วัดถ้ำพวง ป่าชุมชนบ้านกุดแฮด ได้จัดพิธีบวชต้นไม้ หรือบวชป่ามาแล้ว 4 ครั้ง คือ เมื่อปี พ.ศ. 2545, 2546, 2553 และปี 2561 ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อที่ว่าต้นไม่มีองค์เทพเทพารักษ์คุ้มครองมิให้ใครมารุกล้ำทำลาย จึงคิดกิจกรรม “พิธีบวชต้นไม้” เพื่อต่ออายุให้เจริญยั่งยืนสืบไปตามคติความเชื่อด้วยวิธีการห่มจีวรให้กับต้นไม้ เช่นเดียวกับการบวชพระ

“พิธีบวชต้นไม้” มีวิธีคิดและวิธีการปฏิบัติกลคล้ายคลึงกับ “พิธีสืบชะตาแม่น้ำ” หรือ “คน” ด้วยการต่ออายุให้เจริญยั่งยืนสืบไปตามคติความเชื่อ ส่วนที่มาของการ “บวชป่า” มาจากวิธีการห่มจีวรของกา บวชพระ ส่งผลให้สถานภาพของคนและต้นไม้เปลี่ยนไปนำเป็นการนำความเชื่อทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำ ขั้นตอนและวิธีการบวชต้นไม้นิยมทำกันเหมือนงานบุญทั่วไปโดยเจ้าพิธีจะใช้สายสิญจน์ล้อมอาณาบริเวณ

 

ทับควาย โรงเรียนลูกผู้ชายไทกะเลิง

ทับควายเป็นที่พักของชาวกะเลิงบ้านกุดแฮดที่สร้างขึ้นในป่าโคกทำเลเลี้ยงสัตว์ในอดีต ปัจจุบันอยู่ในเขตป่าชุมชนบ้านกุดแฮด จะเรียกชื่อตามผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นผู้นำในการสร้าง เช่น ทับเฒ่าใบ ทับตาแป หรือตามถานที่ เช่น ทับควายอ่างมดแดง ทับถ้ำหมูบ ทับหนองกะแน

ในอดีตช่วงเดือนหกเป็นต้นไป ชาวบ้านจะต้อนฝูงวัวควาย เข้ามายังทำเลเลี้ยงสัตว์คนเฒ่าที่ยังมีกำลัง วังชาอยู่ จะขึ้นมาเฝ้าดูวัวควายที่ปล่อยกินหญ้าธรรมชาติ กลางคืนฝูงวัวควายก็จะกลับมานอนรอบ ๆ บริเวณทับ

ไทกะเลิงในทับควาย เด็กผู้ชายสมัยก่อนถ้าไม่บวชเณรเพื่อเรียน หนังสือ พ่อแม่จะพามาช่วยตา ช่วยปู่ดูแลวัวควาย เด็กก็จะได้เรียนรู้การจักสาน การสานติบข้าว สานหวด สานมวย สานกะหยัง สานแห เรียนรู้การดำรงชีพในป่า จากวัยเด็กสู่วัยหนุ่มจะเรียนรู้หลากหลายเรื่องจากเฒ่าในทับ และเมื่อถึงช่วงเดือนเก้าบุญข้าวประดับดิน และแต่ละทับก็จะนำผลงานที่ได้ไม่ว่าจะเป็นกระติบข้าว กะหยัง มารวมกันเป็นต้นบุญนำไปถวายวัด เหมือนการประกวดประกาศมือความเป็นลูกผู้ชายกะเลิง ต้องจักสานเป็น การจะไปหมายปองสาวในบ้าน พ่อตา แม่ยายก็จะไม่กีดกัน

พิธีเลี้ยงผีหมอหลวงหรือเลี้ยงผีหมอใหญ่กะเลิง บ้านกุดแฮด

ความเชื่อของกะเลิงนั้นเป็นความเชื่อที่ ผสมผสานระหว่าง ผี พุทธ พราหมณ์ มีความผูกพันกับวิถีชีวิต และธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านที่หล่อ หลอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยแสดงออกผ่านวิถีชีวิต พิธีกรรม และงานบุญประเพณีต่าง ๆของหมู่บ้าน ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภาพการเลี้ยงปู่ตา ผีปู่ตาซึ่งเป็นผีของบรรพบุรุษที่มีความสำคัญ มากของหมู่บ้านปู่ตาสามารถคุ้มครองชาวบ้านในหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ป้องกันภัยพิบัติทั้งปวง ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่หมู่บ้านได้ ศาลปู่ตา หรือดอนปู่ตานี้เป็นสถานที่ที่เกิดมาพร้อมกับตั้งแต่ตั้ง หมู่บ้านบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องเคารพยำเกรง ในบริเวณป่าปู่ตาทั้งหมดใครจะเข้าไปบุกรุกตัดไม้ไม่ได้ ถือว่าผิดผีปู่ตา บุคคลที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารระหว่าง ชาวบ้านกับผีปู่ตาก็คือ เจ้า หรือตา ซึ่งถือว่าเป็น บุคคลที่มีความสำคัญ และเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก เป็นผู้ทำพิธีที่จะสื่อสารกับปู่ตา และจะนำความสุขร่มเย็นมาสู่คนในหมู่บ้าน

 

หมอเหยาประจำหมู่บ้าน

พิธีเหยาใหญ่ หรือไหว้ครูหมอเหยาจะจัดขึ้นทุกปี โดยจัดหลังจากเสร็จงานเลี้ยงปู่ตา พิธีเลี้ยงผีหมอ ถือเป็นงานใหญ่ที่สำคัญต่อหมอเหยาทุกคน จะทำกัน 2 วัน 2 คืน บรรยากาศเต็มไปด้วยการร่ายรำ ขับกล่อม ต้องใช้แรงกายไม่น้อย ที่น่าสังเกตคือ หมอเหยา ส่วนใหญ่จะเป็นหญิงชราแต่กลับไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยให้ได้เห็นกันเลย

พิธีเลี้ยงผีหมอใหญ่เป็นพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตชุมชนผสานความผูกพันในชุมชนอย่าง ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของต่าง ๆ ที่สื่อถึงการดำเนินชีวิตแต่ดั้งเดิมของผู้คนแถบนี้ หรือการฟ้อนรำที่จำลองภาพต่าง ๆเช่น การถางไร่ ล่าสัตว์ จับปลา ออกศึก หรือการคล้องช้าง ที่สื่อถึงความผูกพันระหว่างเด็ก และผู้เฒ่าผู้แก่อย่างชัดเจน คืนสุดท้ายของพิธีไหว้ครูหมอเหยาใหญ่คือ การอาบน้ำตอนกลางคืนกลางทุ่งนาที่มีลมเย็นพัด ตลอดเวลา หมอเหยาทุกคนก็ยังร่าเริงร่ายร้องรำอย่างสนุกสนาน ไม่มีท่าทีของความเหน็ดเหนื่อยให้เห็น แม่หมอเชื่อว่าตอนนั้นไม่ใช่ตัวตนของพวกเธอ เพราะตอนนั้นหมอเหยาทุกคนคือร่างทรงของผีน้ำ และผีฟ้า เท่านั้น การอาบน้ำชำระร่างกายถือเป็นอันสิ้นสุดพิธีไหว้ครูหมอเหยาในแต่ละครั้ง จากนั้นในวันรุ่งขึ้นจะมี พิธีเชิญผีขึ้นหิ้งของหมอเหยา เป็นอันเสร็จพิธี

 

วัดศรีจันทราราม