ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทย ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเกนือของประเทศ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กําเนิดขึ้นเพื่อเป็นแบบจําลองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นพื้นที่ส่วนย่อที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหา และศึกษาวิธีการพัฒนาของภูมิภาคนี้ได้อย่างเหมาะสม ในปี พ.ศ. 2527 ได้ดําเนินการก่อตั้งที่ทําการของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดําริ

ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีรถรางให้บริการนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม

กิจกรรมของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ครอบคลุมทุกด้านที่มีผลต่อการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอันเหมาะสมแก่สภาพพื้นที่ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ ดังนี้

งานชลประทาน

งานศึกษาและพัฒนาเกษตรกรรม

งานศึกษาและพัฒนาป่าไม้

งานส่งเสริมและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการประมง

งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์

งานศึกษาและพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน

งานส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือน

งานส่งเสริมการเกษตร

งานศึกษาและพัฒนาหมู่บ้านตัวอย่าง

งานฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี

ผลสำเร็จที่โดดเด่นของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

ส่วนที่ 1 ได้แก่ 3 ดำมหัศจรรย์ ได้แก่ โคเนื้อภูพาน ไก่ดำภูพาน สุกรภูพาน

โคเนื้อภูพาน

โคเนื้อภูพานเป็นสายพันธุ์หนึ่งของ Japanese Black ซึ่งผลิตเนื้อมีคุณภาพสูงที่สุด มีคุณภาพซากสูงกว่าทุกๆสายพันธุ์ เป็นที่รู้จักในชื่อ Kobe beef และ Matsusaka beef ถือว่าเป็นโคที่ให้เนื้อมีคุณภาพดีที่สุดในโลก ลักษณะเนื้อมีความนุ่ม ไขมันแทรกเกรดสูง จุดเด่นที่สำคัญของโคเนื้อภูพานคือมีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัว : กรดไขมันอิ่มตัว สูงกว่าโคทั่วไปคือ เท่ากับ 2.0 : 2.2 ขณะที่โคทั่วไปมีสัดส่วนเท่ากับ 1.8 : 2.2  ซึ่งกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมีผลทำให้เนื้อโคเนื้อภูพานปลอดภัยต่อการบริโภค

โคเนื้อภูพานในประเทศไทย
ปีพ.ศ. 2531 สมาคมผู้เลี้ยงโคหวากิวเมืองโอซากะ ประเทศญี่ปุ่น โดย Mr.Nishida ผู้แทนสมาคม น้อมเกล้าถวาย โคหวากิว สายพันธุ์ทาจิมะ ให้กับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 1 คู่ (ผู้ 1 ตัว เมีย 1 ตัว) อายุ 15 เดือน และได้พระราชทานโคเนื้อทาจิมะคู่นี้ให้แก่กรมปศุสัตว์

“ขอฝากโคทาจิมะภูพาน ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดูแลให้ดี และทำให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรผู้สนใจ ได้นำไปใช้ประโยชน์โดยทั่ว”
พระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาส เสด็จเยี่ยมชม งานศึกษา และพัฒนาด้านปศุสัตว์ ณ ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2550

โดยกรมปศุสัตว์นำมาเลี้ยงที่ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีการผสมเทียมและผลิตน้ำเชื้อจังหวัดปทุมธานี ในขณะนั้นซึ่งสามารถผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งได้ 1,500 โด๊ส เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อสำหรับการขุนเพื่อผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง

ในปีพ.ศ. 2533 กรมปศุสัตว์ได้นำน้ำเชื้อแช่แข็งโคเนื้อภูพาน ผสมกับแม่พันธุ์เรดซินดี้ ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ลำพญากลาง และนำไปเลี้ยงที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร ต่อมาโคลูกผสมดังกล่าวได้ส่งมอบต่อให้ศูนย์การศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และกรมปศุสัตว์ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของงานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์

ในปี พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นเกียรติแก่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานชื่อใหม่โดยให้ชื่อว่า “โคเนื้อภูพาน”

ไก่ดำภูพาน

กรมปศุสัตว์เป็นผู้นำไก่ดำเข้าจากประเทศจีน ไก่ดำได้สร้างความสนใจให้แก่เกษตรกรได้ระยะหนึ่งแล้วก็หายไป ต่อมา คุณชูชีพ หาญสวัสดิ์ ครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มาเยี่ยมศูนย์ฯภูพาน จึงมีแนวคิดหาสิ่งใหม่ๆ ให้เกษตรกรเลี้ยง เกษตรกรสามารถเลี้ยงง่าย ต้นทุนต่ำ พอเพียงในครอบครัวดังนั้น จึงเล็งเห็นการเพาะเลี้ยงไก่ดำ เพราะไก่ดำขายได้ราคาดีกว่าไก่พื้นเมืองธรรมดา งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์จึงได้เริ่มต้นการพัฒนาไก่ดำตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา โดยการนำไก่ดำ 5 ตัว เป็นไก่ลูกผสมมาผสมพันธุ์แบบ in breed การศึกษาและพัฒนาใช้ระยะเวลาทั้งหมด 3 ชั่วรุ่น
จึงได้ไก่ดำที่ตรงตามลักษณะที่ต้องการ คือ ขนดำ หนังดำ แข้งดำ เนื้อเทาดำ และกระดูกเทาดำ น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่เพศผู้มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 3.00 กิโลกรัม เพศเมีย 1.50 กิโลกรัม ให้ไข่ 3 – 4 ชุด/ปี ชุดละ 10 – 15 ฟอง/ตัว สามารถฟักไข่และเลี้ยงลูกด้วยตัวเองได้ มีความทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี

สุกรภูพาน

สุกรสายพันธุ์ภูพานเกิดจากงานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาสุกรสายพันธุ์ภูพานในปี พ.ศ.๒๕๔๕ และจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจากผลการศึกษาการเจริญเติบโตและทดสอบเปอร์เซ็นต์ซากอยู่ในเกณฑ์ดี ตรงตามความต้องการของเกษตรกรในด้านต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงสุกรที่มีลักษณะเลี้ยงง่าย โตเร็ว ปรับตัวเข้ากับสถานที่การเลี้ยงของเกษตรกรได้ดี มีความทนทานต่อโรค ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่งและให้ปริมาณเนื้อแดงมากเมื่อนำไปขุน ดังนั้นจึงได้วางแผนการพัฒนาสายพันธุ์จากสุกร 4 สายพันธุ์ ที่มีจุดเด่นของแต่ละสายพันธุ์ที่แตกต่างกันคือ
สุกรพันธุ์เหมยซาน ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง ปรับตัวเข้ากับสภาพการเลี้ยงของเกษตรกรได้ดี
สุกรพันธุ์พื้นเมืองสกลนคร ขนาดลำตัวกะทัดรัด ทนต่อโรคระบาด ใบหูเล็ก
สุกรพันธุ์ดูร็อคเจอร์ซี่ ลำตัวยาว ให้ปริมาณเนื้อแดงมากและไขมันต่ำ เหมาะสำหรับใช้เป็นสายพันธุ์
สุกรพันธุ์แลนด์เรซ เลี้ยงลูกเก่ง มีความสามารถให้นมดีเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับใช้เป็นสายแม่พันธุ์

จึงได้สุกรสายพันธุ์ภูพาน 1 ที่มีลักษณะลำตัวสีดำ ลำตัวไม่ใหญ่มากนัก เล็บดำ หูตั้งกึ่งปรกเล็กน้อย จมูกสั้น เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี แข็งแรง มีเนื้อแดงมาก มันน้อย

ส่วนที่ 2 ได้แก่ ข้าวภูพาน

กลุ่มสหกรณ์ผลิตข้าวครบวงจร ศูนย์ศึกษาและพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำกัด เกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวที่ไม่ผ่านมาตรฐาน จากกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ และการนำเอาข้าวสีที่มีโภชนาการสูงมาแปรรูปเป็นข้าวฮางเพื่อเพิ่มมูลค่า

ข้าวฮาง เป็นข้าวสารแปรรูปที่ผลิตขึ้นตามกรรมวิธี ซึงเป็นภูมิปัญญาของชาวไทยอีสานมาตั้งแต่เดิม โดยการนำเอาข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้ เพื่อกระตุ้นให้สารอาหารต่างๆ จากเปลือกข้าวซึมเข้าไปในเมล็ดข้าว แล้วจึงนำมานึ่ง เพื่อจัดเก็บสารอาหารให้คงไว้ แล้วนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง และนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือก ทั้งนี้การนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของข้าว จะทำให้ผลิตสารชนิดหนึ่งขึ้นมา คือ สาร GABA (กาบาร์) ที่มีส่วนในเรื่องความจำ และเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ภาพบรรยากาศ

สถานที่ตั้ง

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านนานกเค้า ตําบลห้วยยาง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ห่างจากตัวเมืองสกลนครประมาณ 20 กิโลเมตร

วัน-เวลา เปิดทำการ : วันจันทร์ – วันศุกร์  เวลา 08.30 – 16.30 น.
โทร. 0-4274-7458-9  โทรสาร. 0-4274-7460

การเดินทาง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จากเทศบาลนครพนมใช้เส้นทางถนนสุขเกษมตรงมาถึงถนนสกลนคร ถึงสี่แยกตัดทางหลวงชนบทหมายเลข 3137 เลี้ยงซ้ายตรงไปบ้านนานกเค้าระยะทางประมาณ 2.3 กิโลเมตร