ศูนย์วัฒนธรรมไทโส้

 

ความเป็นมาของ ศูนย์วัฒนธรรมไทโส้

เมื่อปี พ.ศ. 2520 นายสุวัฒน์ แสงสุทธิเศรษฐ์ นายอําเภอกุสุมาลย์ ได้มองเห็นว่าชาวอําเภอกุสุมาลย์ส่วนใหญ่เป็นชาวโส้ สิ่งมีภาษาพูด มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ชอบใช้ชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ไม่สนใจการเมือง จากสภาพความเป็นอยู่ของชาวไทโส้นั้น เป็นเรื่องที่น่าศึกษา โดยเฉพาะขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างเด่นชัด

ในปี พ.ศ.2524 จึงจัดสรรเงิน งบประมาณ (เงินผัน) วงเงินประมาณ 50,000 บาท ดําเนินการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมไทโส้ เพื่อรวบรวมและแสดง ตลอดจนเน้นการอนุรักษ์เครื่องมือ เครื่องใช้ในการดํารงชีพ รวมไปถึงเครื่องประดับชนิดต่าง ๆ ของบรรพบุรุษไทโส้โดยจัดแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาตลอดจนผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น และได้กําหนดการจัดงานเทศกาลไทโส้ขึ้น เพื่อเป็นการรักษาและสืบทอดทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ตลอดจนรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามสืบไป

คำว่า “โส้” “โซ่” หรือ “กะโส้”

“โซ่” คํานี้ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 หน้า 35 บอกไว้ว่า โซ่ ๑ น. กะเหรี่ยง หรือคือเหล็กเป็นข้อ ๆ มีสายยาวสําหรับลาม “ไทยโซ่” คํานี้ก็น่าจะหมายความว่าคนโซ่เป็นคนเผ่ากระเหรี่ยงคําว่า “กะโส้” ตาม บันทึกของสมเด็จพระยาดํารงราชานุภาพ เมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการที่มณฑลอุดร และมณฑลอีสานในปี พ.ศ.2449 ก็ได้ใช้คํานี้เหมือนกันจากการสอบถาม คนดั้งเดิมของไทยโส้ ต่างก็บอกว่าตัวเองไม่ใช่ข่า หรือกะเหรี่ยง และ ตามประวัติดั้งเดิมนั้นอพยพมาจากมหาชัยกองแก้ว แต่เดิมนั้นคนโส้ออกเสียงเรียก ตัวเองโดยออกเสียงเป็น “โซร” คือออกเสียงตัว “ซ” และตัว “ร” ควบกัน คนโส้นั้นเวลาออกเสียงอักษรสูงเป็นอักษรต่ำและออกเสียง อักษรต่ําเป็นอักษรสูง ดังนั้นคนโส้ออกเสียงเรียกตนเองว่า”โซร” ก็น่าจะตรงกับคําว่า “โสร” ในอักษรสูง และคนโส้ก็เลยนิยมเรียกตัวเองว่าเป็น “ชาวไทยโส้” แต่ไม่ว่าจะเป็น คําไหนก็คือ “คนโส้” ซึ่งอยู่ที่อําเภอกุสุมาลย์นั้นเอง

ประวัติความเป็นมา ของอำเภอกุสุมาลย์

พ.ศ 2405 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองโพธิไพศาล ท้าวขัติยะเป็นพระยาไพศาลเสนานุรักษ์ เจ้าเมือง โพธิไพศาล ย้ายเมืองกุสุมาลย์เดิม (ปัจจุบันคือบ้านเมืองเก่า) เพราะเกิดความแห้งแล้งและโรคระบาด มาตั้งอยู่ในที่ปัจจุบัน พ.ศ. 2439 ในรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าให้เมืองกุสุมาลย์และเมืองโพธิไพศาล ไปขึ้นกับเมืองนครพนม ต่อมาเมื่อมีการส่งเจ้านายมาเป็นผู้สําเร็จราชการมณฑลฝ่ายเหนือ เมืองต่าง ๆ จึงเป็นฐานะเป็นอําเภอ เจ้าเมืองดํารงตําแหน่งเป็นนายอําเภอ พ.ศ. 2456 ทางราชการยุบอําเภอกุสุมาลย์ แล้วโอนท้องที่ไปขึ้นกับอําเภอเมืองสกลนครบ้าง ไปขึ้นกับอําเภอเมืองนครพนมบ้าง กุสุมาลย์จึงมีฐานะเป็นตําบลมาจนกระทั่งถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2510 ปัจจุบัน อําเภอกุสุมาลย์ มีพื้นที่ 454 ตารางกิโลเมตรตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของจังหวัดสกลนคร ระยะทางห่างจากจังหวัดสกลนคร 42 กิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 5 ตําบล 67 หมู่บ้าน จํานวนประชากร45,149 คน มีการปกครองในรูปแบบการบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นเทศบาล 1 แห่ง องค์การบริหารส่วนตําบล 5 แห่ง ประชากรส่วนใหญ่ เป็นชนพื้นเมืองเผ่าไทโส้ มีภาษาพูดและขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตนเอง อาชีพหลักคือ การเกษตรกรรม มีฐานะยากจน นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ ชาวไทโส้มีความเชื่อในเรื่องผีและไสยศาสตร์ พิธีกรรมต่าง ๆของชาวไทโส้จึงเกี่ยวกับไสยศาสตร์ทั้งสิ้น

ประวัติย่อ “พระอรัญาอาสา”

พระอรัญอาสา ที่ชาวกะโส้ เรียกว่า “พระอรัญ” เดิมมีชื่อว่า “ท้าวกิ่ง” บิดาชื่อ “หลวงอรัญอาสา หรือ “เฟี้ยเมืองสูง” พระอรัญอาสามีน้องสาว ชื่อว่า “นางนาง” บิดาถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.2419 มีลูกชายชื่อว่า “ท้าวกิ่ง” ซึ่งเคยร่ำเรียนวิชาการปกครองจากกรุงเทพฯ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เจ้าเมืองกุสุมาลย์มณฑลต่อจากบิดา และได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “พระอรัญอาสา” เมื่อ พ.ศ. 2427 พระอรัญอาสา เคยพาชาวกะโส้ ไปร่วมรบกับพระยา ธรรมศักดิ์มนตรี ซึ่งเป็นแม่ทัพในการปราบศึกฮ่อ ที่ทุ่งเชียงคํา จากการบอกเล่าของนายแต้ม ไพราชสูง บุตรของพระยาอรัญอาสา ที่เกิดกับนางก่ำ เมียคนสุดท้ายว่า “พ่ออรัญอาสา มีเมียมากถึง 12 คน แต่ไม่สามารถจําได้ว่าใครเป็นใครบ้างมีคนเล่ากันว่า พระอรัญอาสา เป็นผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์และ คาถาอาคม อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ชาวกะโส้ กุสุมาลย์ มีความเชื่อเรื่องผีและไสยศาสตร์ก็ได้ และช่วงสุดท้ายของชีวิต พระอรัญอาสา ได้ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. 2467

ภาพบรรยากาศ

การเดินทาง

พิพิธภัณฑ์ไทยโส้อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 22 หลักกิโลเมตรที่ 190 หากมาจากอำเภอเมืองสกลนคร ใช้ทางหลวงหมายเลข 22 เส้นทางไปจังหวัดนครพนม ระยะทาง 40 กิโลเมตร ถึงบ้านกุสุมาลย์ จะพบพิพิธภัณฑ์ไทยโส้ซึ่งอยู่ในพื้นที่สำนักงานเทศบาลตำบลกุสุมาลย์ ตั้งอยู่ริมถนนทางขวามือ