ผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านหนองครอง

ผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนมี

ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าถุงมัดหมี่และสินค้าแปรรูปอื่นๆ

หน่วยงานที่สนับสนุน

สํานักพัฒนาชุมชนอําเภอพรรณานิคม
ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 จ.ขอนแก่น
กศน.อําเภอพรรณานิคม
องค์การบริหารส่วนตําบลเชิงชุม
วิทยาลัยการอาชีพพรรณานิคม
ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร
มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร

ช่องทางการจัดจําหน่าย

ถนนคนเดิน หน้าวัดพระธาตุเชิงชุม
ออกบู๊ทตามที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจัดให้
Facebook ชื่อ “ครองวิถี” เป็นสื่อกลางประชาสัมพันธ์และนําเสนอผลิตภัณฑ์ที่ทางชุมชนมี
ลูกค้าแนะนําต่อกัน

วิสาหกิจชุมชนทอผ้าครองวิถี

ผ้าย้อมคราม

คราม เป็นพืชมหัศจรรย์ที่ผูกพันกับคนอีสานอย่างมาก นับตั้งแต่มีการอพยพครั้งใหญ่ของ ชาวไทในบริเวณสิบสองจุไท ภูมิปัญญาการทอผ้าจึงติดตัวมาด้วยหากย้อนหลังประวัติศาสตร์ ครามนั้นปรากฏขึ้นมาในโลกมากกว่า 6,000 ปี และเป็นสิ่งที่ผูกพันกับคนค่อนโลก
คนอีสานโบราณเรียกสีครามว่าสีนิล ครามเป็นพืชอยู่ในตระกูลถั่ว ชอบน้ำน้อย แดดจัด ชาวบ้านจึงนิยมปลูกในที่ดอนโล่ง เช่น หัวไร่ปลายนา คันคูของบ่อปลาและต้องดายหญ้าเสมอ เพื่อให้ต้นครามได้รับแดดจากเต็มที่ ช่วงการปลูกคือเดือนเมษายน วิธีที่นิยมปลูกคือยกร่องแล้วหว่านเมล็ดหรือหยอดหลุมๆละ 3-4 เมล็ด พันธุ์ที่นิยมปลูกคือชนิดฝักงอหรือฝักตรง พอต้นคราม อายุได้ 3 เดือนจึงเริ่มเก็บเกี่ยว ความสูงของต้นครามประมาณ 1-2 เมตร สังเกตจากการออกดอก เติบโตเป็นฝักเล็กๆ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บใบครามคือตอนเช้ามืด เพื่อให้ได้ใบคราม สดที่สุด ให้สีครามมากที่สุด

ฝ้าย เป็นพืชที่ผูกพันกับคนอีสานเช่นกันเพราะคนอีสานสมัยก่อนจะปลูกฝ้ายเองตามหัวไร่ ปลายนาและนํามาย้อมครามและทอไว้ใช้เอง ผู้หญิงคนอีสานสมัยก่อนต้องทอผ้าเป็น ฝ้ายชอบดิน ที่เป็นดินทราย ชอบแสงแดดจัด
การปลูกฝ้ายจะทําในช่วงต้นฤดูฝน โดยการหยอดเมล็ด ผ่านไป 7 เดือน เมื่อผลของฝ้ายแก่จัดเปลือกแตกออกเห็นปุยฝ้ายจึงเก็บเกี่ยว จากนั้น คัดเอาปุยฝ้ายที่มีเมล็ดติดไปฝั่งแดด แล้วนํามาคิ้วเพื่อแยกเมล็ด จากนั้นบรรจุปุย ฝ้ายในกระเพียด ดีดให้ฝ้ายพองตัวแล้วนํามาม้วนเป็นคิ้วด้วยไม้ล้อฝ้าย จากนั้นใช้หลาดึงใยฝ้ายให้ เป็นเส้นฝ้ายเรียกว่าการเข็นฝ้าย เมื่อได้เส้นฝ้ายจํานวนมากพอจะมาทําเป็นใจฝ้ายด้วยสิ่งที่เรียกว่า เปีย เมื่อจะนําไปย้อมต้องทําการฆ่าฝ้ายด้วยการแช่ในน้ำซาวข้าว เมื่อย้อมสีเสร็จจึงนําเข้ากงและ อัก

ช่วงปี 2540 แม่ป่อน โคตรพรม ได้ริเริ่มการทําผ้าย้อมครามโดยเป็นการทอใช้ใน ครัวเรือนเนื่องจากท่านต้องการสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไว้มีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านรวม 4 คน ร่วมกันทําครับ หลังจากนั้นในปี 2547 เมื่อมีสมาชิกในกลุ่มมากขึ้นจึงมีการจดทะเบียนกลุ่ม ผู้ผลิตผู้ประกอบการตามโครงการหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และมีการจดทะเบียน วิสาหกิจชุมชนใน ปี 2559

กระบวนการผ้าย้อมคราม

เริ่มตั้งแต่กระบวนการปลูกคราม เมื่อครามอายุได้ 4 เดือนก็เก็บเกี่ยวครามโดยเก็บตั้งแต่เช้ามืด เมื่อได้ใบครามสดเพียงพอแล้วจึงมาหมักในถังเติมน้ำพอท่วมใบครามแช่ไว้หนึ่งคืน จากนั้น ทําการกลับใบครามแช่ต่ออีกหนึ่งคืนจากนั้นเติมปูนแดงทําการตีครามให้ฟองยุบทิ้งไว้หนึ่งคืน จากนั้นรินน้ำใสสีชาทิ้ง แยกเก็บเนื้อครามเปียกไว้ก่อหม้อ กระบวนการนี้มีความพิเศษเพราะอาศัย ประสบการณ์และการสังเกต โดยช่างทอจะศึกษาจากบรรพบุรุษว่าจะทําครามได้อย่างไร

การทําน้ำย้อมหรือการก่อหม้อ
ใช้เนื้อครามเปียก 1 กิโลกรัมผสมน้ำขี้เถ้า 3 ลิตรในถังโจกน้ำย้อมทุกเช้าเย็น จากนั้นวันที่ 3 ผสมน้ำมะขามเปียกลงไป 100 กรัม โจกต่อไปเช้าเย็นเมื่อน้ำย้อมกลายเป็นสีเลืองอมเขียว ฟองสี น้ำเงินเข้มวาว แสดงว่าใช้ย้อมได้แล้ว ขั้นตอนนี้ต้องใช้ทักษะในการสังเกตและฝึกฝน

การย้อม
เมื่อจะย้อมครามให้ตักน้ำย้อมนิดนึงแยกออกไว้ก่อนจากนั้นจึงนําฝ่ายที่ผ่านกระบวนการฆ่าฝ้ายแล้วลงย้อมขณะย้อมต้องระมัดระวังให้อากาศสัมผัสน้ำย้อมน้อยที่สุดนั่นคือค่อยๆกําเส้นฝ้ายในน้ำย้อมให้แน่นแล้วคลายมือให้สีครามซึมซับเข้าไปในทุกอณูของเส้นฝ้ายกําและคลายไล่เรียงไปตามวงเส้นฝ้ายสังเกตน้ำย้อมสีเหลืองจางไปสีน้ำเงินมาแทนความข้นหนืดลดลงจึงหยุดย้อมบิดเส้นฝ้ายให้หมาดกระตุกให้เส้นฝ้ายเรียงและสัมผัสกับอากาศ หากต้องการสีเข้มต้องย้อมซ้ำใน หม้อครามต่อไป พักไว้และนําไปล้างเส้นฝ้ายและนําไปตากให้แห้ง

การดูแลหม้อคราม
คนที่ดูแลหม้อครามนั้น ต้องอาศัยความชํานาญอย่างมาก นอกจากต้องสังเกตและฝึกปฏิบัติแล้ว ต้องมีความสุขุม ใจเย็น คนโบราณกล่าวว่าการทําผ้าครามถือเป็นการฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรมอย่างนึง การดูแลหม้อครามเป็นงานที่ท้าทายและชี้วัดความชํานาญของช่างย้อมและไม่เปลี่ยนคนย้อมและดูแลหม้อคราม
การเกิดสีครามนี้เช่นนี้ คนทําสีครามเรียกว่าหม้อนิลมาทําการย้อมฝ้ายได้แต่บางครั้งไม่มี การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว น้ำย้อมเป็นสีน้ำเงินไม่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ต้องมีการแก้ไขโดยเติมสิ่งใด สิ่งหนึ่ง เช่น ผลมะเฟืองทุบ มะขามเปียก หากแก้ไขแล้วหม้อนิลยังไม่มา น้ำย้อมอาจเน่าเหม็นหรือเป็นสีน้ำตาลแสดงว่าแก้ไขไม่ได้แล้ว เรียกว่าหม้อนิลตาย ต้องเททิ้งและตั้งต้นก่อใหม่

การทอ
ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนและการสังเกตในทุกช่วงของกระบวนการ

คุณสมบัติพิเศษของผ้าย้อมคราม
สีครามมีคุณสมบัติดูดกลืนแสงอุลตราไวโอเลตได้ บ่มผิวให้ขาวนวล ต้านเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง นอกจากใยฝ้ายจะติดสีดีแล้ว ฝ้ายยังเป็นเส้นใยโปร่งและซับน้ำได้ดี ทําให้ระบายอากาศ และซับเหงื่อจึงเหมาะต่อการสวมใส่
คนที่ทําผ้าย้อมครามที่ลงมือทําตั้งแต่ต้นของกระบวนการ ย่อมเข้าใจและเห็นความงดงาม ของธรรมชาติ เห็นความประณีต เห็นความเป็นไปของธรรมชาติลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป

แนวทางการพัฒนาผ้าครามของชุมชนหนองครอง
ใช้วัตถุดิบในชุมชนให้มากที่สุด เพื่อเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้กับผืนผ้าได้อย่างมีคุณค่า รณรงค์การปลูกครามและฝ้ายรอบๆหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนได้มีวัตถุดิบเป็นของตัวเอง
 ลวดลายบนผืนผ้าสะท้อนวิถีชีวิตภูมิปัญญาของชุมชน ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ท้องนา ป่า เขา และลวดลายดั้งเดิมจากบรรพบุรุษ
ยึดรูปแบบงานหัตถกรรม (Handmade) ให้มากที่สุด เพื่อสะท้อนถึงความยากของชิ้นงาน
รักษาคุณภาพของชิ้นงาน ความละเอียด ประณีต สวยงาม ประโยชน์ใช้สอยมีเรื่องราวความเป็นมาของชิ้นงาน
ใช้ใจบันดาลแรงในการผลิตชิ้นงานใหม่ๆ ให้หลากหลายเพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจ

ยุ้งฉางโบราณ

ภูมิปัญญาของคนโบราณในการประยุกต์ใช้สิ่งรอบตัวในชุมชนมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากในสมัยก่อนไม่มีเหล็ก สังกะสี ตะปูหรือวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างในปัจจุบันจึงนําเอา “แซง” ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่งคล้ายๆไผ่ นํามาสานขึ้นรูปเป็นยังฉาง จากนั้นนําเอาดินเหนียวและมูลควายมาผสมกันในหลุมที่เตรียมไว้แล้วนํามาฉาบหรือโป๊ะกับแซงที่สานไว้ ซึ่งยังฉางโบราณแบบนี้ สามารถกันความชื้นและทําให้ข้าวที่เก็บไว้ไม่แห้ง

กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม

นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตของผ้าย้อมครามจากครูภูมิปัญญาของชุมชน และสามารถลองทอผ้าด้วยตัวเอง ซึ่งการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นเราเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส เรียนรู้และลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองร่วมกับชุมชน ทําให้นักท่องเที่ยวได้ซึมซับกับวิถีชุมชน อย่างลึกซึ้ง เช่น
นักท่องเที่ยวได้ลองเก็บครามและทําน้ำย้อมด้วยตนเอง
นักท่องเที่ยวได้ลองย้อมผ้าในบรรยากาศใกล้ชิดกับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านและสามารถทดลองทําผ้า ครามทุกขั้นตอนทุกกระบวนการ
นักท่องเที่ยวสามารถร่วมพิธีกรรมกับชุมชนได้ หากช่วงเวลานั้นตรงกับงานบุญประเพณี นักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสและเรียนรู้ภูมิปัญญา วัฒนธรรมประเพณีร่วมกับชุมชน จะได้เข้าใจ ว่ามูลเหตุความเป็นมา ความเชื่อของคนในชุมชนเป็นมาอย่างไร
ร่วมสร้างยุ่งฉางโบราณร่วมกับชุมชน