ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับหมู่บ้านท่าแร่

ชุมชนบ้านท่าแร่ ที่ตั้งชุมชนบ้านท่าแร่ตั้งอยู่ ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 ห่างจากตัวเมืองสกลนครประมาณ 21 กม. ไปตามเส้นทางสกลนครนครพนม การตั้งชุมชนครั้งแรกที่บ้านท่าแร่ เป็นชุมชนชาวคริสตัง ซึ่งอพยพมาจากตัวเมืองสกลนคร ซึ่งเป็นทั้งชาวญวนคริสตัง และชาวไทญ้อ ซึ่งไม่พอใจ การกีดกันการนับถือศาสนาคริสต์โรมันแคธอลิค ของกลุ่มผู้ปกครอง เมืองสกลนครในสมัยนั้น (สมัย ร.5) มีนโยบายให้บ้านเมืองบํารุงพุทธศาสนา ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2424 ได้มีคณะบาทหลวง ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เข้าสู่ภาคอีสาน เพื่อเยี่ยมเยียนกลุ่มชาวคริสตั้งตามเมืองต่างๆ เมื่อคณะของบาทหลวง ซึ่งประกอบด้วยบาทหลวงเกโกและครูทันชาวญวนเดินทางมาถึงเมืองสกลนคร ทราบปัญหาดังกล่าวจึงวางแผนย้ายกลุ่มชาวญวน และสถานที่เผยแผ่ศาสนาไปอยู่สถานที่ แห่งใหม่ โดยต่อแพไม้ไผ่ขนาดใหญ่บรรทุกผู้คนและเครื่องใช้ที่จําเป็นขึ้นแพไม้ไผ่ อธิษฐาน เทวดา มิคาแอล ให้พบแผ่นดินที่เหมาะแก่การเผยแพร่คริสต์ศาสนา กระแสลมได้พัดใบเรือ ซึ่งทําจากผ้าห่มกั้นลมไปถึงชายฝั่งอีก แห่งหนึ่งของหนองหาร พื้นดินส่วนใหญ่เต็มไปด้วย ดินลูกรังที่เรียกว่า “หินแฮ่” จึงพากันตั้งชุมชนใหม่ขึ้นและเรียกว่า “ท่าแร่”

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ หมู่บ้านนี้มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมตารางหมากรุกคล้าย กับ บ้านเมืองในแถบประเทศตะวันตก นอกจากนี้ยังมีบ้านเรือนสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสที่ งดงาม เรียงรายสองข้างทางในถนนสายหลักของหมู่บ้าน และในทุกๆ วันที่ 23-24 ธันวาคม ของทุกปี ชุมชนแห่งนี้จะจัดเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส โดยจัด “ขบวนแห่ดาวคริสต์มาส” โดยเชื่อว่า “ดาว” เป็นสัญญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติบนโลกมนุษย์ของพระเยซู ขบวนรถจะตกแต่งด้วยดาวขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยดวงไฟวิทยาศาสตร์หลากสีอย่าง สวยงาม และจะสื่อถึงเรื่องราวการ ประสูติของพระเยซู ในทุกปีจะมีรถดาวเข้าร่วมขบวน ประมาณ 200 คัน ชาวบ้านจะตกแต่งโคม ไฟรูปดาวไว้ที่หน้าบ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สํานักมิสซังท่าแร่ โทร. 042-711272

วิถีชีวิตชาวท่าแร่ ช่วงเวลา ปี ค.ศ.1884-1957 (พ.ศ.2427-2500)

สิ่งบันเทิงเริงใจในสมัยนั้น

มหรสพที่ชาวบ้านได้ชมกันในยุคท่าแร่ตอนต้น คงหนีไม่พ้น หมอลำ มีทั้งหมอลำกลอน หมอลำเรื่อง แล้วพัฒนามาเป็นหมอลำหมู่ แต่โดยปกติแล้วชาวท่าแร่ไม่ค่อยถนัดฟังลำมากนัก ลิเกนั้นมาก่อนหมอลำหมู่ ซึ่งเป็นที่นิยมพอสมควร มีหนังตะลุงก็เป็นที่นิยมเช่นกัน หากมีการแสดงหนังตะลุงคนจะดูจนสว่างที่เดียว เมื่อ ถนนหนทางสะดวก รถยนต์ไปมาได้ รถขายยาก็เริ่มเข้ามาในหมู่บ้าน ในสมัยนั้นงานบันเทิงเริงรมย์นานๆจึงจะ มีสักครั้งหนึ่ง การที่มีรถขายยามาฉายหนังกลางแปลงให้ชาวบ้านได้ชมนั้น นับว่าเป็นความสำราญที่ชาวบ้าน พึงพอใจและรอคอย นอกจากนั้นยังมีโอกาสได้ซื้อยารักษาโรคที่ต้องการด้วย รถขายยาจะแล่นประกาศไปตาม ถนนสายต่างๆในหมู่บ้านเพื่อเชิญชวนให้ชาวบ้านไปดูหนัง และเตรียมเงินไปซื้อยา พวกเด็ก ๆส่วนมากเป็นผู้ชาย ชอบวิ่งตามรถ พยายามจะห้อยโหนตามข้างรถ บางคนมือหลุดล่วงลงมาคลุกฝุ่นแข้งขาถลอกปอกเปิก ตกเย็น ชาวบ้านก็อุ้มลูกจูงหลานลงไปปูเสื่อนั่งดูหนังชนิดไม่เลิกก็ไม่กลับ เพราะนานๆจะได้ดูสักครั้งหนึ่ง หนังที่ฉายส่วนมากเป็นหนังฝรั่งประเภทคาวบอยขี่ม้ายิงปืน หรืออ้วนผอมจอมตลก เป็นที่นิยมกันมาก เขาจะประกาศขายยา และฉายหนังสลับกันไป ประมาณ ค.ศ.1955(พ.ศ.2498) การแข่งขันชกมวยก็

ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์มาก

ถ้าจะพูดถึงเรื่องหารการกินแล้ว ในสมัยนั้นมีความอุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในป่ามี เก้ง กวาง กระต่าย และนกนานาชนิดมากมาย ปลาในหนองหารมีมาก ในหน้าลงนา ราวเดือนหก จะมีฝน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ปลาขึ้นมาที่น้ำตื้นเพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ ชาวบ้านเรียกว่า “ปลาขึ้น” เมื่อปลาขึ้นมาตามที่น้ำตื้น ชาวบ้านจะจับปลาโดยไล่ตะครุบ หรือใช้มีดฟัน หรือใช้สุ่มครอบ จะเลือกเอาแต่ปลาตัวใหญ่ กลางคืนก็จะจุดไต้ ส่องปลา เอามาทำปลาร้า ปลาแห้งเก็บไว้กิน เครื่องมือที่ชาวบ้านใช้จับปลา จะมี เบ็ดคัน เบ็ดราว แห มอง ยอ กะเซอ (ไม่มีปรากฏให้เห็นอีกแล้ว) ฤดูปลาขึ้น ปลาใหญ่ที่ชาวบ้านจับได้คือปลาชะโด ปลาค้าว ปลาค้าวตัว ใหญ่มาก บางตัวหนักถึง 24 กิโลกรัม ตัวยาวเกือบ 2 เมตรจับโดยใช้สามง่ามแทง หนองหารเป็นแหล่งหาปลาของ ชาวบ้านที่อยู่รอบหนองหาร มีประมาณ 50 หมู่บ้าน เมื่อก่อนปลานานาชนิดจะขึ้นมาจากแม่น้ำโขง แต่เมื่อมี ประตูกักน้ำที่ปากน้ำก่ำ ปลาขึ้นมาไม่ได้ ปลาลดจำนวนลงเรื่อยๆ บางชนิดก็สูญพันธุ์ไปเลย ปัจจุบันปลาที่มี ในหนองหารก็เป็นปลาที่ประมงจังหวัดสกลนครปล่อย ปลาตามธรรมชาติแพร่พันธุ์ได้น้อยลงทุกวัน ตรงกันข้าม คนจับปลากลับมีมากขึ้น เมื่อก่อนชีวิตของคนท่าแร่ต้องพึ่งพาหนองหาร น้ำดื่มน้ำใช้ก็น้ำหนองหาร อาหารก็อยู่ ในหนองหาร ทำนาก็อยู่รอบริมหนองหาร จะบอกว่าหนองหารเป็นเหมือนแม่ของคนท่าแร่ก็ว่าได้

กบ เขียด เป็นอาหารสำคัญสำหรับ ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา เมื่อก่อนมีมากมายตามไร่นา ตามห้วยหนอง คลองบึง ชาวบ้านนิยมส่องกบในฤดูทำนา ส่องเขียดในฤดูหนาวช่วงเกี่ยวข้าว ใช้เวลาหนึ่งถึงสองชั่วโมงก็ได้เขียด เป็นร้อยสองร้อย ตัวใหญ่เป็นอาหาร ตัวเล็กเป็นเหยื่อเบ็ด ถ้าเป็นกลางวันอยากกินเขียด ก็เอาเสียมไปขุดในหนองน้ำแห้ง หรือปลักควายแห้ง เดี๋ยวเดียวก็ได้พอแกงหรือพอป่น(แจ่ว) เมื่อก่อนหาปลา หากบเขียดได้มาก ก็จะแบ่งพี่น้องหรือเพื่อนบ้านเป็นอาหาร ประเพณีแบ่งอยู่แบ่งกินหดหายไปเรื่อยๆ ซึ่งมีปรากฏให้เห็นน้อยมากในปัจจุบัน

การทำมาหากิน

ชาวท่าแร่เหมือนกับคนไทยโดยทั่วไป ทำมาหากินโดยการทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ เป็นเหมือนวิถีชีวิตที่ สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษไม่ถนัดในการค้าขายแลกเปลี่ยน แม้จะมีผู้ที่ทำการค้าขายอยู่บ้าง แต่ก็มีน้อย ที่ทำการ ค้าจะเป็นคนไทยเชื้อสายญวน การค้าขายส่วนมากจะเป็นการนำสินค้าจากที่หนึ่งไปขายยังอีกที่หนึ่ง เช่นซื้อวัว จากสกลนคร นำไปขายที่นครราชสีมา หรือกรุงเทพฯ เรียกว่า “ไปขายวัวเมืองไทย” การเดินทางก็ต้องต้อนฝูงวัว ลงไป ผ่านภูเขาป่าดง ค่ำไหนนอนนั่น ไปกลับใช้เวลาเป็นแรมเดือน พ่อค้าบางคนก็จะรวบรวมผลิตผลในท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่ต้องการของคนทางกรุงเทพฯ เช่นข้าว หนังสัตว์ ฯลฯ ไปขาย ต่อมามีพ่อค้าปลาร้า พวกนี้จะเดินทาง โดยใช้เกวียน ไปกว้านซื้อปลาร้าจากหมู่บ้านตามลำน้ำสงคราม หรือที่อื่นๆ ที่เป็นปลาร้าทำจากพวกปลาหนัง (ปลาไม่มีเกล็ด)หรือปลาเนื้ออ่อน จะขายได้ดีเป็นที่ต้องการ เมื่อได้ปลาร้าแล้วก็จะนำกองคาราวานเกวียนบรรทุกปลาร้าไปขายในจังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด นี่ก็อาจจะใช้เวลาเป็นเดือนเช่นกัน ถ้าปลาร้า ไม่หมดก็จะไม่กลับ สมัยนั้นชาวบ้านเรียกพ่อค้าว่า “นายฮ้อย”

การแลกเปลี่ยนสินค้า หรืออาหารแบบหมูไปไก่มา ในสมัยนั้นก็เป็นที่นิยมทำกัน เช่นเอาผักสะเดาต้มไปแลกเกลือที่บ้านดอนเชียงคูณ เมื่อได้เกลือแล้วก็หาบเกลือเดินเลาะตีนหนองหารกลับมาท่าแร่ ในหน้าข้าวขึ้นลาน คนที่ไม่ได้ทำนาก็จะหาของไปแลกข้าวเปลือก ของที่นำไปแลกเรียกว่า “ของฝาก” อาจจะเป็น กล้วย ปลาแห้ง ปลาร้า เนื้อสัตว์ ขนม และอื่น ๆ ที่ชาวบ้านต้องการ

เทศกาลแห่งความสุขที่รอคอย

เมื่อห้าหกสิบปีก่อนนี้ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีโรงหนัง ที่จะให้ความบันเทิงรื่นเริงใจ ความสุขสนุกสนานก็ได้จากงานเทศกาลประจำปีที่มีชาวบ้านรอคอยเหลือเกินอยากจะให้งานมาถึงเร็ว ๆจะได้พบญาติ พี่น้องจากบ้านอื่น จะได้ดูมหรสพที่จัดให้มีในงาน อาจจะเป็นหมอลำ รถไต่ถัง การชกมวยและการละเล่นต่างๆ ที่มีในสมัยนั้น

ชาวบ้านจะให้ความสำคัญแก่งานบุญฉลองวัดเป็นอันดับหนึ่ง บุญฉลองวัดจะจัดให้มีขึ้นในต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นเวลาก่อนลงทำนาเล็กน้อย เป็นโอกาสที่จะได้สนุกสนานและได้ชมมหรสพเพียงปีละครั้ง ก่อนวันฉลองวัดจะมีการเทศน์เตรียมจิตใจ หรือเทศน์ตรีวาร 3 คืน มีการแห่ศีลมหาสนิทไปตามถนนรอบหมู่บ้าน ในวันฉลองตอนเช้ามีมิสซา หลังจากนั้นก็รวบรวมปัจจัยทำต้นผึ้งหรือต้นเงินเสร็จแล้วแห่ไปขอบริจาคเพิ่มเติม จากชาวบ้าน เวลาบ่ายสามโมงทุกชุมชนจะแห่ต้นเงินลงไปวัด การแห่จะทำเอิกเกริกอย่างเต็มที่ จะมีการตีฆ้อง ตีกลอง ร้องรำทำเพลง บางทีก็มีการรำมวยโบราณออกหน้าขนวน ทั้งคนแห่และคนดูมากันเต็มถนนหนทาง แห่รอบวัดสามรอบแล้วนำขึ้นถวายวัด คุณพ่อเจ้าวัดอวยพรเป็นเสร็จพิธีแห่ต้น กลางคืนจะมีมหรสพ เช่น หนังกลางแปลง การชกมวย การแสดงและการละเล่นต่างๆ ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง จะมาร่วมสนุกสนานอย่าง คับคั่ง ในเทศกาลฉลองวัด มีประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งคือการทำข้าวต้มกล้วย และขนมห่อหมก จะทำกันทุกบ้าน ใครไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น เจ้าของบ้านจะยกขนมออกมาต้อนรับ หลังฉลองวัดแล้วชาวบ้านก็จะลงทำนา

เทศกาลที่สองคือคริสต์มาส เป็นเทศกาลหลังฤดูเก็บเกี่ยว เป็นอีกงานหนึ่งที่ชาวบ้านให้ความสำคัญ ชาวบ้านเรียกว่า “บุญอาตัน” คงเพี้ยนมาจากคำว่า นาตัล (NATAL) ซึ่งแปลว่าเกี่ยวกับการเกิด เมื่อก่อนงาน คริสต์มาสไม่เน้นกิจกรรมประกอบภายนอก เช่นความอลังการในการแห่แหน เหมือนปัจจุบัน แต่จะมุ่งกิจกรรม เพื่อชีวิตภายใน เช่นแก้บาปรับศีลเป็นสำคัญ เย็นวันที่ 24 ธันวาคม จะมีการแห่ดาวมือถือไปตามถนนรอบวัด จะมีละครเทวดา และมิสซาในเวลาเที่ยงคืน ฉะนั้นคนไปวัดส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่ ส่วนเด็กๆคงตื่นไม่ไหว ได้เปลี่ยนเวลาแสดงละครเทวดา และมิสซา มาเป็นเวลาหัวค่ำในสมัยพระคุณเจ้าจำเนียร สันติสุขนิรันดร์ เป็นเจ้าอาวาส วัดท่าแร่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้โอกาสเด็กได้มาร่วมเรียนรู้และเข้าใจเรื่องพระกุมารเยซูให้มากที่สุด เมื่อก่อนนั้นฤดูร้อนก็จะร้อนมาก ฤดูหนาวก็จะหนาวมาก ฉะนั้นในคริสต์มาสทุกปีชาวท่าแร่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศความหนาวเหน็บ คล้ายกับบรรยากาศจริงในอิสราเอลเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ความรู้สึกปีติยินดีที่มีต่อคริสต์มาส จะมีอยู่ในใจของชาวท่าแร่เสมอ และจะมีความยินปรีดาทุกครั้งเมื่อคริสต์มาสในปีใหม่มาถึง

ความสุขของชาวนาในลานข้าว

เมื่อก่อนชาวท่าแร่ส่วนมากจะทำนา หลังจากสนุกสนานในงานบุญฉลองวัดแล้ว ชาวบ้านที่ทำนาก็จะเริ่มลงนา คนที่นาอยู่ไกลก็จะขนสิ่งของที่อยู่ที่นอน เครื่องครัว และ เครื่องมือทำนาไปอยู่นาตลอดฤดูกาล จากปลาย เดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน รวมเวลาประมาณหกเดือน เก็บเกี่ยวเสร็จ ก็จะขนครัวกลับมาอยู่ที่ บ้าน การทำนาใช้ควายเท่านั้นในการไถ การคราด ไม่มีรถไถ และการปลูกข้าวใช้การดำกล้าไม่มีการหว่านเหมือนปัจจุบันนี้ ชาวบ้านที่ออกไปอยู่นาเมื่อถึงวันเสาร์ก็จะเดินกลับมาบ้าน เพื่อจะได้ร่วมมิสซาวันอาทิตย์ สมัยนั้น การมาวัดวันอาทิตย์เป็นสิ่งที่คริสตชนทุกคนจะขาดไม่ได้ การไปวัดวันอาทิตย์เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ได้แต่งตัวสวย ๆ พี่น้องเพื่อนฝูงได้พบกัน เดินไปวัดด้วยกัน เลิกวัดก็ เดินกลับด้วยกัน พูดคุยถามทุกข์สุขกัน ตอนบ่ายก็เดินกลับไปนา เมื่อเสร็จจากการดำนาแล้ว ก็จะให้ผู้ชายนอนเฝ้านาเด็กและผู้หญิงก็จะมาอยู่บ้าน จนกว่าจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าว

ฤดูการเก็บเกี่ยวจะเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคม ชาวนาต้องทำงานหนักอีกครั้งแต่ก็มีความสุขสนุกสนาน กว่าฤดูการดำนา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะมัดข้าวเป็นฟ่อน ขนไปกองรวมไว้ที่ลานนวดข้าวที่ทำเตรียมไว้ ชาวนาชอบตีข้าวหรือนวดข้าวตอนหัวค่ำ และตอนเช้ามืด ในเวลาดังกล่าวจะได้ยินเสียงตีข้าวเสียงดังตุบตับ ไปทั่วท้องทุ่ง เพื่อนชาวนาจะไปช่วยตีข้าวลานนั้นทีลานนี้ที เจ้าของลานจะเอาเหล้าสาโทมาเลี้ยง มีต้มไก่เป็นกับแกล้ม ลานที่เจ้าของนาของมีลูกสาวก็จะมีหนุ่ม ๆไปช่วยตีข้าวมากกว่าลานอื่น ด้วยเป็นโอกาสช่วยงานและได้จีบสาวไปด้วย บางรายอยากให้ตีข้าวเสร็จเร็วก็จะทำ “นาวาน” (ลงแขก) คือบอกพี่น้อง เพื่อนบ้านใกล้เคียง มาช่วยตีข้าว เมื่อ เสร็จงานก็เลี้ยงสุราอาหาร และจะมีการร้องรำทำเพลงสนุกสนานกันมาก

ความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง

ชาวท่าแร่เป็นญาติพี่น้องที่สืบเชื้อสายกันมาเป็นส่วนมาก พี่น้องเชื้อสายญวนก็มาร่วมกันตั้งบ้านท่าแร่ จึงมีความเป็นหนึ่งเดียวกันไม่แตกแยก ที่มีนามสกุลต่างกันก็เพราะต่างคนต่างตั้งเองตามใจชอบ จึงดูคล้ายกับ ต่างญาติต่างพี่น้องกัน ด้วยความเป็นญาติทางสายเลือดเป็นส่วนมากนี่เอง ชาวท่าแร่จึงมีความรักใคร่กลมเกลียว สมานสามัคคีกันเสมอมา ผู้ใดเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะเยี่ยมเยียนถามทุกข์สุข จะเป็นงานศพหรืองานแต่งงาน ก็จะช่วย เหลือกันทั้งออกแรงและนำข้าวสาร ผัก และผลไม้ไปช่วยเจ้าภาพ ใครไปหาอาหารได้มากเช่นปลา หรือกบเขียด ก็จะแบ่งให้พี่น้องหรือเพื่อนบ้านกินด้วย ใครมีวัวควายออกลูก น้องวัว น้องควาย เมื่อทำอาหารแล้วก็จะแบ่งกัน ไปทั่ว การปลูกบ้าน แต่ละบ้านจะไม่ทำรั้วแสดงขอบเขตสิทธิ การไปมาหาสู่กันจะเดินลอดใต้ถุนบ้านบ้าง เดินเลาะหลังบ้านบ้าง จะไม่มีรั้วกั้นขวางเหมือนเดี๋ยวนี้ เดินผ่านไปบ้านไหนก็ร้องทักทายปราศรัยว่า ทำอะไร  กินข้าวหรือยัง กินข้าวกับอะไร เป็นไข้ค่อยยังชั่วหรือยัง เป็นต้น เป็นคำทักทายที่เปี่ยมล้นด้วยความเป็นพี่เป็น น้อง พอถึงเทศกาลงานทำบุญ ชาวบ้านก็จะร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่หลีกลี้หนีหน้าเอาตัวรอด ในหมู่บ้านไม่มียา เสพติด ไม่มีการพนัน ไม่มีการลักขโมย พอหัวค่ำก่อนเข้านอน จะได้ยินเสียงภาวนาของคนในครอบครัวจากบ้าน แต่ละหลัง เป็นบรรยากาศชวนศรัทธายิ่งนัก ภาพของบ้านท่าแร่ เป็นชุมชนพระคริสต์ที่สงบสุขและร่มเย็นเสมอมา แม้จะมีเหตุร้ายในบางครั้ง แต่ที่สุดก็จะคลี่คลายด้วยดี ขอขอบคุณพระเจ้า

การเดินทาง

ชุมชนบ้านท่าแร่ ที่ตั้งชุมชนบ้านท่าแร่ตั้งอยู่ ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 ห่างจากตัวเมืองสกลนครประมาณ 21 กม. ไปตามเส้นทางสกลนครนครพนม